www.amarinpocketbook.com
  
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

นาครเขษม : สุสานหรือสวนสวรรค์ของคนวัยสี่สิบ
โดย : ปรีดา อัครจันทรโชติ
ที่มา : นิตยสารสารคดี ฉบับที่ ๒๖๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ (หน้า ๑๗๔-๑๗๖)

๔๐ อาจเป็นตัวเลขที่ทำให้ผู้อยู่ในวัยใกล้เคียงตัวเลขนี้ต้องสะดุ้งเฮือก ขณะที่ฝรั่งกลับถือว่าตัวเลขเดียวกันนี้คือวัยแห่งการเริ่มต้นชีวิต

          แต่สำหรับ นาครเขษม แล้ว มันคือการเปลี่ยนผ่านจากการเป็น “ของใหม่” ไปสู่ “ของเก่า” อย่างไม่มีวันกลับไปเป็นของใหม่ได้อีกแล้ว และมีนัยของการถวิลหาอดีตของคนวัยนี้เจือปนอยู่


         นี่คือความคิดเบื้องต้นใน นาครเขษม นวนิยายเรื่องใหม่ของ คอยนุช ผู้เขียนวรรณกรรมเยาวชนอย่างครุฑน้อย และนวนิยายที่ได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์อย่าง หมานคร.

   
          นับจากเรื่อง หมานคร มาสู่เรื่องนี้ เรายังพบร่องรอยการต่อยอดทั้งด้านกลวิธี การเล่าเรื่อง และประเด็นความคิด ในด้านกลวิธีการเล่าเรื่อง คอยนุชยังคงใช้ภาษาที่ไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึก เป็นเพียงการบรรยายรายละเอียดธรรมดา (ใครที่เคยอ่าน หมานคร หรือเคยดูภาพยนตร์ชื่อเดียวกัน คงพอนึกถึงคำหรือเสียงบรรยายออก ว่าช่างนิ่งเนิบและไร้อารมณ์เพียงใด) จนเหมือนเป็นการเน้นย้ำถึงโลกแห่งจักรวาลที่แห้งแล้งความรู้สึก ที่ผู้เขียนพยายามเยาะหยันอยู่ตลอดเวลา


          ผู้เขียนละทิ้งการใช้ถ้อยคำหรูหรา รวมทั้งภาษาที่แสดงอารมณ์ความรู้สึกโดยตรง แต่เลือกที่จะสื่อ “อารมณ์” ของเรื่องโดยใช้วิธีการเปรียบเทียบและยกตัวอย่าง เช่น “วิชัยหยุดยืนที่หน้าร้านอย่างกลัวว่าฝุ่นจะปลิวมาจับ กลัวเหมือนกับตอนที่เจอคนรู้จักในวันหยุดแล้วไม่อยากให้เดินเข้ามาทัก กลัวเหมือนตอนที่ซื้อของปลอมมาใช้แล้วต้องบอกคนอื่นว่าเป็นของแท้ และก็กลัวเหมือนตอนที่ฝันว่าไปยืนแก้ผ้าต่อหน้าคนอื่นแล้วไม่รู้จะเอามือปิดตรงไหนดี ระหว่างด้านหน้ากับด้านหลัง” (หน้า ๒๒)


          นาครเขษม เล่าถึงผู้คนกลุ่มหนึ่งที่ถูกส่งมาที่นาครเขษม (โลกใหม่ของคนเก่าซึ่งมีชื่อพ้องกับย่านขายของเก่าในกรุงเทพฯ) แม้จะไม่ได้อธิบายวิธีของการมาสู่ที่นี่อย่างชัดเจน แต่มันจะสำคัญอะไรสำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับการตามหานิ้วที่หลุดหายไปในปลากระป๋อง กับการสนทนาระหว่างป๊อดกับยายที่กลายเป็นจิ้งจก และเหตุการณ์อื่น ๆ ใน หมานคร มาแล้ว!


          ผู้เขียนค่อย ๆ เล่าถึงชีวิตและเบื้องหลังของตัวละครแต่ละคนที่เข้ามาอยู่ในนาครเขษม ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงลึกลับที่มีฝ้ารูปแผนที่แอฟริกา พี่มาโนช-เจ้าของร้านขายของเก่า นิตยา-เจ้าของร้านกาแฟร้านเดียวในนาครเขษม ฯลฯ โดยมีวิชัย-พนักงานออฟฟิศที่ต่อมเหงื่อไม่ทำงาน เป็นตัวเดินเรื่อง


          ตัวละครเหล่านี้เกิดขึ้นจากการใคร่ครวญและตั้งคำถามถึงคนวัยสี่สิบ คนที่เคยเดินเหินรวดเร็วคล่องแคล่ว และส่งสายตาเยาะเย้ยผู้ชราที่ทำอะไรก็ล้วนชักช้าไม่ทันใจ แต่แล้ววันหนึ่งจึงตระหนักว่าตนไม่อาจเดินได้รวดเร็ว ไม่อาจทำอะไรได้คล่องแคล่วอย่างเดิมอีกแล้ว หรือมิฉะนั้นก็ตระหนักว่าหมดความท้าทายสำหรับชีวิตที่เหลือ เพราะได้ทำอะไรต่อมิอะไรไปเสียหมดแล้ว และกว่าจะรู้ตัวอีกครั้ง คนเหล่านี้ก็ถูกผู้เยาว์จ้องเอาด้วยสายตาหมิ่นแคลนแบบเดียวกับที่ตนเคยใช้จ้องผู้อื่น


          ร้านขายของเก่าของพี่มาโนชเป็นฉากที่บอกความหมายเรื่องความเก่า-ใหม่ได้เป็นอย่างดี ร้านของพี่มาโนชเป็นโลกของ “ของเก่า” ลักษณะเดียวกับที่นาครเขษมเป็นโลกของ “คนเก่า” โดยผู้เขียนนำสองสิ่งนี้มาเปรียบเทียบคู่ขนานกันไป


          ของเก่านั้นสึกหรอในทางกายภาพ (เครื่องพิมพ์ดีดที่ไม่มีตัว “ฟ” หรือกีตาร์สายขาด เป็นต้น) จะส่งผลต่อการใช้งาน (เครื่องพิมพ์ดีดที่ไม่มีตัว “ฟ” ไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิม) ในที่สุดแล้วก็ไม่เป็นที่ต้องการของยุคสมัย (เครื่องพิมพ์ดีดถูกแทนที่ด้วยคอมพิวเตอร์)


          ขณะที่คนเก่านั้นก็สึกหรอในทางกายภาพ (หัวล้าน พุงยื่น มีฝ้า ชอบผายลม อวัยวะเพศไม่ทำงาน ฯลฯ) จนส่งผลต่อการใช้งาน (อวัยวะเพศที่ไม่ทำหน้าที่อวัยวะเพศ, น้าปรีชาทำผิดพลาดเรื่องเอกสาร) ในที่สุดแล้วก็ไม่เป็นที่ต้องการของยุคสมัย (ทุกคนถูกส่งมายังนาครเขษม)


          อันที่จริงแล้ว “ของเก่า” นั้นเป็นสิ่งที่ต้องใช้การประเมินคุณค่าอีกชุดหนึ่งแยกต่างหากจากสิ่งของทั่วไป ในมิติหนึ่ง “ของเก่า” มีความหมายเชิงลบ หากเราประเมิณคุณค่าในแง่ “การใช้ประโยชน์” เพราะมันหมายถึงสิ่งของที่ไม่มีใครต้องการ ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของโลกสมัยใหม่ เช่นเดียวกับโทรทัศน์ขาวดำในยุคที่โลกมีแต่โทรทัศน์สี (และจอภาพที่แข่งกันเรื่องเทคโนโลยีความคมชัดของภาพ ทำให้โทรทัศน์ไม่ใช่แค่เครื่องแสดงภาพอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต) ดังนั้นจึงควรโละทิ้งเพื่อนำไปขายราคาถูก รวมถึงเครื่องพิมพ์ดีดในยุคการมาเยือนของคอมพิวเตอร์


          แต่ในอีกมิติหนึ่ง “ของเก่า” กลับมีความหมายเชิงบวก โดยมันหมายถึงความเก่าแก่สูงค่าอย่างที่เรียกกันว่า “เก่าลายคราม” ความขลังหรือของล้ำค่า โดยในแง่นี้ผู้คนจะไม่ใช้ชุดประเมินคุณค่าในฐานะการนำไปใช้ประโยชน์ แต่จะใช้ชุดประเมินคุณค่าแบบ “ความสุขทางใจ” ในฐานะของสะสม สิ่งของที่ทำให้ผู้คนหวนระลึกถึงอดีตด้วยความอิ่มเอมใจ เหมือนโคมไฟเสีย ๆ ของพี่มาโนชที่ถูกซื้อไปในราคาแพงกว่าที่ซื้อมา ทั้งที่ใช้การไม่ได้แล้ว


          ดูเหมือนว่าผู้คนอย่างวิชัยหรือน้าปรีชาก็เป็นเช่นเดียวกับของเก่าเหล่านี้


           ในโลกเมืองกรุง คนอย่างพวกเขาอาจไม่เป็นที่พึงประสงค์ แต่ในเมื่อนาครเขษมไม่ใช่ดินแดนที่ต้องพึ่งพิงตัวเลขจีดีพีและค่าครองชีพอะไรนักหนา (ร้านกาแฟที่นี่มีแค่ร้านเดียว และมีให้เลือกแค่กาแฟร้อนกับกาแฟเย็นเท่านั้น) คนอย่างวิชัยหรือน้าปรีชาจึงดูจะเหมาะสมกับที่นี่มากกว่า


          ตัวละครทั้งหลายในเรื่อง นาครเขษม ล้วนแต่เป็นผู้คนที่เดินขวักไขว่วุ่นวายอยู่ในเมืองกรุง แม้แต่ชื่อตัวละครอย่าง มาโนช วิชัย นิตยา นภา อนันต์ ดำรง ปรีชา ก็เป็นชื่อสามัญที่พบเห็นได้ทั่วไป ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับตัวละครใน หมานคร


          ผู้เขียนสร้างบุคลิกและวิถีชีวิตของตัวละครชนิดที่รับรองได้ว่าผู้อ่านวัยทำงานต้องเคยมีประสบการณ์ร่วมมาแล้ว (และบางคนอาจนึกขันหรือไม่ก็หน้าชาระหว่างอ่าน) ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงลึกลับที่ทำงานจนลืมวันลืมคืน ไร้ความสนใจต่อผู้คนรอบข้าง กว่าจะรู้ตัวอีกครั้งก็พบว่าตนเองมีฝ้าขนาดใหญ่เท่าแผนที่แอฟริกา หรือคุณนิตยาผู้ทำทุกอย่างแข่งกับเวลา ไม่ว่าจะการเกิดก่อนกำหนด หัวใจเต้นเร็วกว่าคนอื่น เรียนเร็วกว่าคนอื่น จนเมื่ออายุสี่สิบก็ไม่มีอะไรท้าทายในชีวิตอีกแล้ว หรือคุณดำรงผู้เอาแต่บ่นว่าตัวเองไม่เคยมีเวลาว่าง คุณอนันต์ที่มีความฝันสูงสุดคือ “อยากมีบ้านเล็ก ๆ ที่บ้านนอก” แม้ในขณะที่ตัวเองเพิ่งขึ้นบ้านใหม่ที่กรุงเทพฯ


          ช่างเป็นการเสียดเย้ยวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมเมืองกรุงเสียนี่กระไร!


          จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ตัวละครแสวงหาก็คือ การทำตัวเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น (เพื่อที่ตัวเองจะได้ก้าวหน้าในการทำงานตามไปด้วย) และในระหว่างการแสวงหานั้น พวกเขาต่างต้องแลกมาด้วยความสึกหรอของตนเอง ฝ้าที่แก้มซ้ายของหญิงลึกลับ ไม่พูด อวัยวะเพศที่ไม่ทำงานของวิชัย อาการแก่ก่อนวัยของคุณนิตยา จึงเป็นร่องรอยของความตากตรำทำงานของคนเมืองที่ละเลยสิ่งอื่น ไม่เว้นแม้แต่ตัวเองและคนรอบข้าง


          ท่ามกลางตัวละครเหล่านี้ พี่มาโนชกลับเป็นตัวละครเพียงตัวเดียวที่ปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามที่มันเป็น โดยไม่เร่งรีบ ไขว่คว้า ร้อนรน อย่างคุณนิตยา ไม่พร่ำบ่นด้วยถ้อยคำที่เฝืออย่างคุณดำรงกับน้าปรีชา แต่พี่มาโนชมีทัศนคติเกี่ยวกับเวลาและการใช้ชีวิตที่ต่างออกไป เขาไม่ได้ตั้งใจเป็นคนขายของเก่า เพราะ “อยู่ ๆ การเป็นคนขายของเก่าก็เดินทางมาหาแกเองที่บ้าน” (หน้า ๑๐)


          ด้วยเหตุนี้พี่มาโนชจึงเป็นตัวละครตัวเดียวที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถถอนหายใจได้เหมือนอย่างวิชัยและผู้คนอีกมากมายที่หลงเข้ามาสู่นาครเขษม และใครต่อใครก็อยากมีเสียงถอนหายใจได้อย่างแกเหลือเกิน


          สิ่งสำคัญอีกอย่างในเรื่องที่ผู้เขียนนำมาเปรียบความได้อย่างงดงามก็คือ ชิงช้าสวรรค์ ค่าที่มันเป็นตัวแทนของอะไรหลาย ๆ อย่าง อย่างแรกนั้นชิงช้าสวรรค์คือ “ความสนุกของวัยเยาว์” และต้องหมายเหตุไว้ด้วยว่า เป็นวัยเยาว์ของคนอายุสี่สิบเท่านั้น เพราะคนรุ่นหลังกว่านั้น ล้วนแสวงหาความสุขใน “วัยเยาว์” จากสิ่งอื่นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น เกมกด เกมคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเกมออนไลน์


          อย่างที่สอง ชิงช้าสวรรค์คือ “วงล้อที่เป็นวัฏจักร” หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการหวนคืนสู่วัยเยาว์นั่นเอง เหมือนกับที่วิชัยตระหนักว่าอายุสี่สิบไม่ใช่อายุของคนแก่ หากแต่เป็นอายุของการกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งต่างหาก


          อย่างที่สาม ชิงช้าสวรรค์คือ “การเปลี่ยนมุมมอง” เมื่อมองจากความสูงระดับชิงช้าสวรรค์ลงมายังพื้นโลก เราจะพบว่าทุกสิ่งในโลกล้วนไม่แตกต่างกัน “สายตาทุกคนเท่าเทียมกันหมดเมื่อมองจากที่สูง ๆ” (หน้า ๑๐๑) หากเพียงแต่เปลี่ยนมุมมอง ตัวละครอย่างน้าปรีชาก็หมกมุ่นอยู่กับการตามหาเอกสารหน้า ๒๓ ที่หายไป ก็จะเห็นว่าการกระทำนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ


          อย่างที่สี่ ชิงช้าสวรรค์คือ “คุณค่าของสิ่งที่เชื่อกันว่าไร้คุณค่า” ในฐานะที่มันเคยเป็นรางรถไฟที่มีรถไฟมาก่อน ใครจะเชื่อว่าวันดีคืนดีมันจะกลายสภาพเป็นชิงช้าสวรรค์ไปได้ และการบอกความหมายลักษณะนี้ก็ปรากฏทั่วไปในนาครเขษม


          แม้เรื่องนี้จะมีตัววิชัยเป็นตัวเดินเรื่อง แต่ฉากที่เป็นแกนกลางของเรื่องกลับเป็นร้านขายของเก่าของพี่มาโนช ถ้าสามารถประเมินคุณค่า “ของเก่า” โดยใช้ชุดประเมินที่มีมากกว่า ๑ ชุดฉันใด ก็สามารถประเมินคุณค่า “คนอายุ ๔๐” โดยใช้ชุดการประเมินมากกว่า ๑ ชุดฉันนั้น หากคนวัยสี่สิบเป็นได้ทั้งการเริ่มเป็นคนแก่และการกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง นาครเขษมก็เป็นได้ทั้งสุสานและสวนสวรรค์ของผู้ที่อยู่อาศัย ตามแต่ใครจะเป็นผู้ตีความและใช้การประเมินคุณค่าชุดใด


          ด้วยเหตุนี้การถวิลหาอดีตแบบ นาครเขษม จึงต่างไปจากการถวิลหาอดีตในนวนิยายเรื่องอื่น ๆ เพราะในด้านหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นการมองย้อนกลับไปสู่วันคืนเก่า ๆ (ที่ยังมีโทรทัศน์ขาวดำฉายภาพเอลวิส ผู้คนใช้เครื่องพิมพ์ดีดในการทำงาน) แต่ขณะเดียวกันก็พร้อมรับเหตุการณ์ข้างหน้าอย่างมีสติสมวัยสี่สิบ


          ตราบใดที่ของเก่ายังเป็นที่ต้องการ ตราบนั้นคนเก่า (วัยสี่สิบ) ก็ยังเป็นที่ต้องการของสังคม แต่โปรดอย่าถามว่าคนวัยสี่สิบยังมีประโยชน์อะไรอยู่อีก เพราะหากเป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับคุณค่าของคนและของเก่า ๆ ก็มีแค่การใช้ประโยชน์เท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งต่าง ๆที่ดำรงอยู่ในโลกมิได้มีค่าเป็นเพียง “สิ่งที่มีประโยชน์” เท่านั้น และค่าของคนก็ไม่ได้อยู่ที่ผลของงานเสมอไป หากแต่ความจริงแล้ว ทุกสิ่งและทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง อยู่ที่ว่าต่างเห็นความงดงามของตัวเองและสิ่งรอบข้างหรือไม่เท่านั้นเอง


          คำถามมีเพียงประการเดียวคือ ดูเหมือนว่านาครเขษมจะเป็นโลกใหม่สำหรับชาวกรุงวัยสี่สิบโดยเฉพาะ แต่น่าสงสัยว่านาครเขษมจะมีที่ว่างสำหรับชาวชนบทวัยสี่สิบบ้างไหมหนอ?



 
หนังสือนิทาน "หมีน้อยแพนด้า" เอาใจกระแสคนรักหมี
 


Home  |  Contact  |  Link  |  Privacy Policy  |  Site map

AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED

Copyright © 1994-2004 Amarin Printing & Publishing Public Company Limited. E-commerce Registration #0108114713086